เครื่องมือคำนวณการวางแผน เพื่อการเงิน

ข้อมูลที่น่าสนใจ


วางแผนภาษี

คงทราบกันดีกว่า ในฐานะพลเมืองของประเทศทุกคนย่อมมีหน้าที่เสียภาษี เพื่อนำไปใช้ทำนุบำรุงประเทศชาติ การวางแผนเพื่อเสียภาษี (Tax Planning) ไม่ได้หมายถึงการหาช่องทางหลบเลี่ยงภาษี (Tax Avoidance) หรือหนีภาษี (Tax Evation) แต่หมายถึงการเตรียมการเพื่อเสียภาษีอย่างถูกต้องครบถ้วนและประหยัดที่สุด โดยเสียตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ไม่ต้องเสียซ้ำซ้อน หรือเสียมากกว่าควรที่จะเป็น รวมทั้งเลือกใช้สิทธิ์ในลดหย่อนภาษีได้อย่างถูกต้อง

ประโยชน์ 3 ต่อ
  • ต่อที่ 1  ประหยัดภาษี ทำให้มีเงินเหลือเพิ่มขึ้น
  • ต่อที่ 2  เงินที่เหลือนำไปหาดอกผลหรือเงินเพิ่มจากการออมหรือลงทุนได้อีก
  • ต่อที่ 3  หากนำเงินนั้นไปลงทุนทำให้ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น ลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ในปีถัดไป ก็สามารถนำเงินลงทุนนั้นไปหักลดหย่อนภาษีในปีถัดไปได้อีก
3 สิ่งที่บุคคลธรรมดาผู้มีหน้าที่เสียภาษี ควรเตรียมวางแผนแต่เนิ่นๆ คือ
 

1. ทำความเข้าใจประเภทของรายได้ และค่าใช้จ่ายที่หักภาษีได้

2. นำสิทธิประโยชน์ต่างๆ ทางภาษีมาใช้ลดหย่อน เพื่อประหยัดภาระภาษีให้ได้มากที่สุด

3. ติดตามกฎหมายภาษีอากรและสิทะฺประโยชน์ต่างๆ ที่ทางราชการกำหนดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

8 วิธีสมาร์ท ประหยัดเงินภาษี
 
1. แยกหน่วยภาษี เช่นแยกรายได้ที่รับมาเป็นของประเภทบุคคลธรรมดา ห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล หรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล เป็นต้น เพราะแต่ละหน่วยภาษีจะมีความสามารถในการลดหย่อนภาษีแตกต่างกัน เงินได้สุทธิก็จะถูกแยกออกเป็นหลายจำนวน แต่ละหน่วยจึงเสียภาษีในอัตราไม่สูงเท่ากับรวมเป็นหน่วยภาษีเดียวกัน ช่วยให้เสียภาษีน้อยลง
2. สามีภรรยาแยกยื่นภาษีเงินได้ เพราะต่างคนต่างสามารถหักค่าลดหย่อนส่วนตัวได้ ทำให้ภาระภาษีโดยรวมต่ำกว่าการไปยื่นรวมกันหรือยื่นแบบเพียงฉบับเดียว
3. เลือกปีภาษีให้เหมาะ โดยทั่วไป กฎหมายให้นำรายได้ในแต่ละปีมาคำนวณภาษีในปีนั้นๆ แต่หากปีใดคาดว่ารายได้สูง ซึ่งจะทำให้ฐานรายได้และการคำนวณภาษีของปีนั้นสูงมากเกินไป ก็ให้ลองยืดเวลาการรับเงินได้ออกไปเป็นปีถัดไป เพื่อให้ฐานรายได้ปีนั้นไม่มากเกินและประหยัดภาษีได้เพิ่มขึ้น
4. กระจายรายได้ให้บุคคลอื่น รายได้บางอย่างสามารถกระจายให้เป็นรายได้ของผู้อื่นที่ยังไม่มีรายได้หรือมีรายได้ไม่สูงมาก เช่น บุตร บิดา มารดา ญาติพี่น้อง เป็นต้น อาทิ รายได้จากบ้านเช้า หากผู้ให้เช่าทำสัญญาเช่ากับบุตรโดยตรง จะช่วยประหยัดภาษีลงได้
5. เลือกประเภทของเงินได้ให้เหมาะสม เงินได้แต่ละประเภทสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ไม่เท่ากัน เช่นเงินได้จากการจ้างแรงงานก็หักค่าใช้จ่ายได้ลักษณะหนึ่ง เงินได้จากวิชาชีพอิสระ เช่น วิชากฎหมาย การประกอบโรคศิลปะ วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี และประณีตศิลปกรรม ก็หักค่าใช้จ่ายได้อีกลักษณะหนึ่ง หากเลือกประเภทเงินได้ให้เหมาะสมก็จะประหยัดภาษีได้มากขึ้น
6. หาเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษี เช่น เงินหรือผลตอบแทนจากการออม การลงทุนบางประเภท เช่น ดอกเบี้ยเงินฝากบางประเภท ดอกเบี้ยพันธบัตร สลากออมสิน สลาก ธกส. ตามที่รัฐบาลกำหนด กำไรจากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ฯ กำไรจากการขายหน่วยลงทุนของกองทุนรวม เป็นต้น เงินได้ในส่วนนี้ไม่ต้องนำมาคำนวณภาษี
7. ใช้สิทธิเครดิตจากเงินปันผล หากคุณมีรายได้เป็นเงินปันผล จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ซึ่งบริษัทที่จ่ายเงินปันผลให้ก็ต้องเสียภาษีนิติบุคคลอยู่แล้ว ดังนั้นเพื่อลดภาระภาษีซ้ำซ้อน กฎหมายจึงกำหนดให้เราเลือกได้ว่าจะนำยอดเครดิตภาษีเงินปันผลมาหักเป็นเครดิตภาษีหรือจะเลือกวิธีหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ก็ได้ ซึ่งหากอัตราภาษีนิติบุคคลของบริษัทที่จ่ายเงินปันผลให้สูงกว่าภาษีเงินได้ของคุณ คุณก็ควรใช้สิทธิเครดิตภาษีเงินปันผล
8. ใช้สิทธิประโยชน์จากค่าลดหย่อน กฎหมายได้กำหนดค่าลดหย่อนหลายประเภทเพื่อแบ่งเบาภาระภาษีและช่วยส่งเสริมการลงทุน การออม การสร้างสวัสดิการทางสังคม ได้แก่

 

ค่าลดหย่อนเพื่อส่วนตัวและครอบครัว
 
  • ค่าลดหย่อนสำหรับผู้มีเงินได้/คู่สมรส ลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนบุตร บุตรไม่ศึกษา/ศึกษาอยู่ต่างประเทศ ลดหย่อนได้คนละ 15,000 บาท บุตรศึกษาในประเทศ ลดหย่อนได้คนละ 17,000 บาท ทั้งนี้ รวมจำนวนบุตรหักลดหย่อนได้ไม่เกิน 3 คน
  • ค่าลดหย่อนบิดามารดา หักลดหย่อนได้ท่านละ 30,000 บาท (บิดามารดาต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป ต้องไม่มีรายได้พึงประเมินในปีที่ขอลดหย่อนเกิน 30,000 บาท และต้องอยู่ในอุปการะของผู้มีเงินได้

 

ค่าลดหย่อนเพื่อเป็นสวัสดิการ ช่วยเหลือสังคม หรือตามนโยบายของรัฐ
 
  • เงินกองทุนประกันสังคม หักลดหย่อนตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 9,000 บาท
  • ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัย โดยการจำนองหรือสร้างเพื่อเป็นประกันในการกู้ยืม หักลดหย่อนได้ตามจริง สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
  • ค่าบริจาคเพื่อการกุศล ลดหย่อนได้เต็มจำนวน หากเป็นเงินบริจาคเพื่อการศึกษาลดหย่อนได้ถึง 2 เท่า แต่ทั้งหมดต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของรายได้หลังหักลดหย่อนภาษีทุกกรณีแล้ว
  • มาตรการลดหย่อนภาษีพิเศษของรัฐบาลตามนโยบายต่างๆ เช่น นโยบายกระตุ้นการซื้อรถยนต์คันแรก เป็นต้น ซึ่งคุณควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

 

ค่าลดหย่อนจากการออมและการลงทุนระยะยาว
 
  • เงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ(Provident Fund) (รวมกับเงินลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF) ลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกินปีละ 500,000 บาท
  • เงินลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) สามารถนำมูลค่าที่ซื้อมาหักลดหย่อนสูงสุด 15 % ของเงินได้พึงประเมิน และเมื่อรวมเข้ากับเงินสะสมของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการแล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
  • เงินลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) สามารถนำมูลค่าที่ซื้อมาหักลดหย่อนได้สูงสุด 15 % ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 500,000 บาท
  • ค่าเบี้ยประกันชีวิต หักลดหย่อนได้ไม่เกิน 100,000 บาท โดยกรมธรรม์ต้องมีกำหนดระยะเวลา 10 ปีขึ้นไป และเอาประกันกับผู้รับประกอบที่ประกอบกิจการในไทยเท่านั้น

note

 

ตัวอย่างความแตกต่างของภาระภาษี ระหว่าง การใช้สิทธิ์เพื่อลดหย่อนภาษี กับการไม่ใช้สิทธ์ลดหย่อนภาษี

 

รายการ
ใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี
ไม่ใช่สิทธิ์ลดหย่อนภาษี
เงินได้พึงประเมิน
1,000,000
1,000,000
หักลดหย่อน    
ค่าใช้จ่าย (40% ไม่เกิน 60,000 บาท)
60,000
60,000
ลดหย่อนส่วนตัว
30,000
30,000
ลดหย่อนบิดามารดา
60,000
0
ลดหย่อนบุตร (2 คน)
34,000
0
ค่าเบี้ยประกันชีวิต
100,000
0
ค่าซื้อหน่วยลงทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)
150,000
0
ค่าซื้อหน่วยลงทุนหุ้นระยะยาว (LTF)
150,000
0
เงินสมทบกองทุนประกันสังคม
9,000
0
ดอกเบี้ยเงินกู้ยืม
100,000
0
เหลือเงินได้สุทธิ
307,000
910,000
ภาษีที่ต้องเสีย*
15,700
122,000
ภาษีที่ประหยัดได้
122,000 - 15,700 = 106,300
*คำนวณตามอัตราภาษีตามขั้นของเงินได้สุทธิ
 

 

อัตราภาษี ข้อมูลปีพ.ศ. 2553
ขั้นเงินได้สุทธิ
อัตราภาษี
0-150,000 บาท
ได้รับยกเว้น
150,001-500,000 บาท
10%
500,001-1,000,000 บาท
20%
1,000,001-4,000,000 บาท
30%
ตั้งแต่ 4,000,001 ขึ้นไป
37%